w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd"> สุนทรียะศาสตร์ - Impressionism
wit-logo
wit-banner
home wit digital media wit comm-arts wit other activity gallery
6
7
8
9
10
The Wit
Courbet, ค.ศ.1877
 
The Wit
Jean Francois Millet

อิทธิพลที่ส่งผลต่อ แนวคิดลัทธิสมัยใหม่ : Realistic

จิตรกรรม การเปลี่ยนแปลงในวงการจิตรกรรมเกิดขึ้นด้วยสาเหตุ
หลายประการ คือ ในปี ค.ศ. 1839 ได้มีการคิดค้นประดิษฐ์กล้องถ่ายรูปขึ้น
โดยชาวฝรั่งเศสชื่อ ดาแกร์ (Louis Jacques Mande Daguerre, ค.ศ. 1789-1851)
ต่อมาชาวอังกฤาอีกคนหนึ่งชื่อ ฟอกซ์ แทลบอต (Fox Talbot) นำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น
จากสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ทำให้การวาดรูปเหมือนเริ่มเสื่อมความนิยมลง พร้อมกันนั้นจิตรกรหันเหความนิยมจากการวาดภาพตามคติแบบเก่าที่ชอบยึดเรื่องราว
เป็นหัวใจของงาน อาทิ เช่น ถือกันว่าถ้าวาดภาพเกี่ยวกับทางด้านประวัติศาสตร์ จะถูกยกย่องให้มีเกียรติว่ามีคุณค่าทางศิลปะเหนือกว่าการวาดภาพทิวทัศน์หรือภาพหุ่นนิ่ง
(Still life) เป็นต้น จิตรกรหันเหจากทัศนคติเดิมที่เคยยึดถือดังกล่าว
ไปสนใจสภาพความเป็นจริงจากธรรมชาติและสังคมมากขึ้น พวกเขาต้องการสร้างงานจากสิ่งซึ่งปรากฏขึ้นในจักษุประสาทจริงๆมากกว่าความฝัน
เอาเอง ดังนั้น ก่อนจะเข้าถึงยุคศิลปะสมัยใหม่วงการจิตรกรรมเป็นหนี้บุยคุณต่อศิลปิน
กลุ่มลัทธิเรียลลิสม์ ผู้ได้ปุทางในการสร้างงานไว้ให้กับศิลปินในรุ่นต่อมา
พอจะประมวลแนวความคิดได้ดังนี้

1.สร้างงานตามสภาพความเป็นจริง มีการออกไป วาดภาพภายนอก ห้องทำงาน

2.เชื่อว่าความงามมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่สกปรกที่สุดจนถึงสถานที่ที่หรูที่สุด หรือในสภาพชีวิตของคนจนที่ดูไร้ค่าจนถึงบุคคลสำคัญหรือพวกเศรษฐี ฯลฯ
ศิลปะไม่จำกัดในเรื่องราว มันสามารถมีคุณค่าสูงได้หากเป้นเรื่องจริง เท่ากับมีการยอมรับสภาพความจริงทั่วๆไปทั้งนั้นธรรมชาติและสังคมว่ามีความงาม
และคุณค่าสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลงาน

3.ยอมรับแนวทางการค้นคว้าตามแบบวิธีของวิทธยาศตร์ มีการค้นหาความจริงที่
พิสูจน์ได้จิตรกรคนสำคัญของกลุ่มเรียลลิสต์ซึ่งมีความคิดดังกล่าว เช่น คูร์เบต์
(Courbet, ค.ศ.1877) มิลเลต์ (Jean Francois Millet, ค.ศ. 1814-1875)
โดมิเอร์ (Honore Daumier, ค.ศ. 1808-1879) ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้เป็นคน
นำทางให้ศิลปินพิจราณชีวิตและสิ่งต่างๆอย่างใหล้ชิด ด้วยทัสนคติที่ปราศจาก
ความลำเอียง ทำให้ลัทธินี้ก็ประสบผลตกต่ำลงเช่นเดียวกับคตินิยมศิลปะแบบอื่นๆ
ในอดีต โดยมีมูลเหตุสำคัญคือ : กลายเป็นแฟชั่น ซึ่งนิยมกันทั่วไปจนดูเฟ้อ
สร้างความเบื่อหน่อยจำเจแก่ผู้ดู อีกทั้งผู้ปฏิบัติมิได้มีอารมณ์ อุดมการ
และความรู้สึกจริงๆ จึงทำให้งานตกเป็นเพียง แค่รูปเหมือนอันจืดชืดไป
นอกจากนี้แล้วได้เกิดคตินิยมศิลปะแบบใหม่ขึ้นมีชื่อเรียกว่า “ลัทธิอิมเพรสชันนิสม์”
มีผลทำให้คตินิยมแบบเรียลลิสม์กลายเป็นสิ่งเก่า ล้าหลัง จำกัดขอบเขตของ
มโนภาพ มีแต่ความซ้ำวากและไม่มีจุดเร้าใจใหม่ๆ

...........................................////////////////////////////////..........................................
The Wit
Impression,Sunrise
 
The Wit
EuGene Louis Boudin
 
The Wit
Camille Pissarro, ค.ศ. 1831 - 1903

ประวัติทั่วไป เมื่อปี ค.ศ. 1874

จิตรกรกลุ่มหนึ่งจัดงานแสดงนิทรรศการศิลปกรรมของพวกตนขึ้น
ที่ห้องแสดงภาพของเนดาร์ (Nadar) ที่ถนนคาปูซีนส์ ปารีส นับเป็นการแสดงครั้งแรก
ซึ่งเป็นไปอย่างเงียบๆไม่ครึกโครมนัก แต่ทว่ากลับมีเสียงสะท้อนแสดงการเยาะเย้ย
ถากถาง และประณามอย่างรุนแรงจากพวกอนุรักษ์นิยมทั้งหลาย นักวิจารณ์ศิลปะ
คนสำคัญในยุคนั้นชื่อ เลอรัว (Leroy) ได้เขียนบทความวิจารณ์ลงในหนังสือพิมพ์
ชาริวารี กล่าวขนานนามจิตรกรกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มอิมเพรสชันนิสม์” คำนั้นเป็นคำชม
แต่เป็นคำถากถาง ต่อภาพชื่อว่า แองแปรซซียอง, ซอเรย เลอวองต์
(Impression,levant = Impression,Sunrise = ความประทับใจพระอาทิตย์ขึ้น)
ซึ่งโมเนต์เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1863 ในสายตาของเลอรัวนั้นเห็นว่า
เป็นภาพที่อัปลักษณ์ หยาบกระด้าง ทำลายความงามของศิลปกรรม
เขาจึงตั้งชื่อกลุ่มนี้ขึ้นเพื่อประชดประชัน แต่แทนที่จิตรกรกลุ่มนี้จะโกรธแค้น
หรือรังเกียจ พวกเขากลับยินดี และรับคำว่าอิมเพรสชันนิสต์มาเป็นชื่อกลุ่ม
ของตัวเอง ตามข้อเท็จจริงแล้ว การเริ่มต้นของจิตรกรกลุ่มอิมเพรสชันนิสต์
มิได้มีความหมายถึกการยึดในปรัชญา หรือร่วมอุดมการณ์เดียวกันทั้งหมด หากแต่ศิลปินต่างเกิดมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในเรื่องของการแสดงออก
การทดลองค้นคว้า และเห็นด้วยกับหลักทฤษฎีสีของเชฟเริล
พวกเขาจะแยกย้ายกันไปทำงาน เมื่องานพอเพียงจึงจับกลุ่มร่วมกันแสดงงาน กลุ่มของจิตรกรสำคัญๆที่มีบทบาทร่วมสมัยในยุคแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เรียกว่ากลุ่ม แซงต์ ซีมอง มีผู้นำที่สำคัญ คือ บูแดง
(EuGene Louis Boudin) ผู้วาดภาพตามฉบับของเรียลลิสมื แต่ชอบสนับสนุน
ศิลปินหนุ่มๆผู้ก้าวหน้าทั้งหลาย นอกจากนั้นก็มีจองกินด์ (Johann Barthold Jongkind)
คูร์เบต์ (Gustave Courbet) มิลเลต์ (Millet) และคนอื่นๆกลุ่มนี้ส่วนมากเป็น
จิตรกรรุ่นอาวุโสชอบไปชุมนุมพบปะกันที่อองเฟลอร์ ถึงแม้ไม่เป็นอิมเพรสชันนิสต์ที่แท้จริง
แต่พวกเขาก็สนับสนุนความคิดก้าวหน้า ต้องการเห็นวงการศิลปะ

กลุ่มที่ 2 เป็นจิตรกรที่มาจากอากาเดมี ซุย์อัส อันประกอบด้วย พอลเซซานน์
(Paul Cezanne) ปิสซาร์โร่ (Camille Pissarro) เป็นต้น

กลุ่มที่ 3 มีชื่อเรียกอีกว่า “กลุ่มของสี่” มีจุดนัดพบที่ห้องทำงานของเกลแยร์
ประกอบด้วย บาซีต์ ซีสเลย์ เรอนัวว์ และโมเนต์. สองกลุ่มหลังได้รับการนับถือว่าเป็นพวกสำคัญของลัทธิอิมเพรสชันนิสต์ที่แท้จริง
และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือ ต่างยึดถือหลักทฤษฎีสีร่วมกัน แต่การแสดงออกทางด้านความรู้สึกและจินตนาการนั้น ต่างคนต่างมีอิสระเต็มที่
ดังเช่น โมเนต์ชอบวาดภาพเกี่ยวกับน้ำ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือทะเล
ในขณะที่ปิสซาร์โรชอบวาดภาพทิวทัศน์ของป่า ต้นไม้และภูเขา ส่วนซีสเลย์ นั้นชอบวาดทั้งภาพทิวทัศน์และภาพเกี่ยวกับน้ำ
ผสมปนเปกันไปเป็นต้น จิตรกรที่สำคัยของลัทธิอิมเพรสชันนิสม์มี มาเนต์ (Edouard Manet, ค.ศ. 4832 - 1883) เดอกาส์ (Hilaire Germain Edgar Degas, ค.ศ. 1834 - 1917) ปิสซาร์โร (Camille Pissarro, ค.ศ. 1831 - 1903) ซีสเลย์ (Alfred Sisley, ค.ศ. 1839 - 1899) บาซีย์ (Jaen Frederic Bazille, ค.ศ. 1836 - 1871) โมเนต์ (Claude Monet, ค.ศ. 1840 - 1926) เรอนัวรื (Pierre Auguste Renoir, ค.ศ. 1841 - 1919) มาริโซต์ (Marisot, ค.ศ. 1841 - 1895)

...........................................////////////////////////////////..........................................
The Wit
Chevereul - Theory Color
 
The Wit
Europe in 1867
 
The Wit
กลุ่ม บาบิซง

ลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism)

มูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดศิลปะคตินิยมอิมเพรสชันนิสม์ พอสรุปได้ดังนี้

1.เป็นไปตามกฎวิวัฒนาการของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการ
เปลี่ยนแปลงไปตามครรลองของชีวิต สภาพหนึ่งสู่สภาพหนึ่ง
ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ และความคิดร่วมสมัยย่อมเบื่อหน่อยในสิ่งซ่ำซากจำเจ
มีกฎเกณฑ์ยุ่งยาก ไม่อิสรภาพ ไม่มีการท้าทายสติปัญญา
คตินิยมศิลปะแบบเก่าๆ อาทิ เช่น นีโอ-คลาสสิค โรแมนติค และเรียลลิสม์
ซึ่งเกิดขึ้นและหมดความนิยมลง ล้วนเป็นบทพิสูจน์อันดีสำหรับกฎวิวัฒนาการ
อนึ่งสภาพของสังคม เศรษฐกิจ และปรัชญาของชีวิตได้แปรเปลี่ยนไป
คำว่าอิสรภาพ เสรีภาพ และภราดรภาพ เป็นหลักทั่วไปในการแสวงหาทางออกใหม่
ลัทธิปัจเจกชนได้รับการนับถือ ทางด้านเศรษฐกิจเป็นไปตามแนวเสรีนิยม ศิลปินต้องดำรงชีพอยู่ด้วยตนเองไม่มีข้อผูกพันหรือรับคำสั่งในการทำงานดังแต่ก่อน

2.ความก้าวหน้าทางวิชาการต่างๆรุดไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะทางด้าน
วิทยาศาสตร์มีการค้นคว้าทฤษฎีแม่สีแสงอาทิตย์เพิ่มเติม และนักวิทยาศาสตร์ชื่อ
เชฟเริล (Chevereul) ได้เขียนตำราเกี่ยวกับทฤษฎีสี เป็นมูลเหตุจูงใจให้ศิลปิน
เห็นทางใหม่ในการแสดงออก ประกอบกับได้มีการประดิษฐ์กล้องถ้ายรูป
ทำให้การเขียนเหมือนจริงลดความนิยมลงไป เพราะสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ให้ผลิตผล
ที่เหมือนจริงและรวดเร็วกว่า

3.การคมนาคมโดยทั่วไปได้รับการพัฒนาให้รวดเร็วขึ้น ความเคลื่อนไหวถ่าย
เททางศิลปะวัฒนธรรมของชาติต่างเป็นไปโดยสะดวก ทำให้ศิลปินมีทัศนะกว้างขวาง
มีความเข้าใจต่อโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ดังตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1867 มีการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมของญี่ปุ่นขึ้นในปารีสซึ่งก่อให้เกิดแรงดลใจศิลปิน
หนุ่มสาวหัวก้าวหน้าในยุคนั้นอย่างมาก เป็นต้น

4.มีการพัฒนาสืบทอดความคิดของศิลปินรุ่นก่อนหน้านี้ ได้แก่ พวกเรียลลิสต์
ซึ่งนิยมสร้างงานจากความจริงที่สามารถมองเห็นได้ และพวกจิตรกรธรรมชาตินิยม
โดยเฉพาะพวกกลุ่มบาร์บิซง ซึ่งร่วมกันไปอยู่ที่หมู่บ้านบาร์บิซง ใหล้ป่าฟองเตนโบล
อยู่ไม่ห่างจากปารัสเท่าไหร่นัก กลุ่มนี้จะยึดถือเอาธรรมชาติ อันได้แก่ ขุนเขาลำเนาไพร เป็นสิ่งที่มีความงามอันบริสุทธิ์และมีคุณค่าสูงสุด พวกเขาจะออกไปวาดภาพ ณ สถานที่ที่ต้องการ ไม่มัวมานั่งจินตนาการเหมือนดังแต่ก่อน นอกจากนี้ยังได้รับ
แรงดลใจจากจิตรกรอังกฤษสองคน คือ จอห์น คอนสเตเบิล และวิลเลียม เทอร์เนอร์
ซึ่งมีแนวการสร้างงานคล้ายกับกลุ่มบาร์บิซง